ถ้าวันนี้มีคนถามว่า “มีประกันสุขภาพหรือยัง?” หลายคนน่าจะตอบได้ทันทีค่ะ
บางคนมีสวัสดิการบริษัท บางคนมีประกันสุขภาพส่วนตัว และบางคนเตรียมความคุ้มครองไว้มากกว่าหนึ่งฉบับ เพราะรู้ดีว่าค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่สามารถกระทบเงินเก็บทั้งชีวิตได้
แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่ว่านอยากให้ลองหยุดคิดสักนิด
เมื่ออายุ 60, 70 หรือ 80 ปี ใครจะเป็นคนจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้เรา?
วันนี้เรายังจ่ายไหว เพราะยังมีเงินเดือน มีรายได้จากธุรกิจ หรือยังสามารถทำงานเพิ่มเมื่อมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นได้
แต่ในวันที่เราเกษียณแล้ว รายได้ประจำอาจหายไป ธุรกิจอาจไม่ได้ทำกำไรเหมือนเดิม และเราอาจไม่ได้อยากทำงานต่อเพียงเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายทุกปี
ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้น หากช่วงเวลาที่สุขภาพเริ่มต้องการความคุ้มครองมากขึ้น กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รายได้ของเราลดลง?
นี่คือช่องว่างที่หลายคนยังไม่ได้วางแผนค่ะ
เราตั้งใจเลือกประกันสุขภาพอย่างดี ดูวงเงินค่ารักษา ดูค่าห้อง ดูความคุ้มครอง และอ่านเงื่อนไขต่าง ๆ ครบถ้วน แต่กลับยังไม่ได้เตรียม “เงินที่จะเลี้ยงกรมธรรม์” ให้ทำงานต่อไปได้ในระยะยาว
บทความนี้ ว่านจึงอยากชวนมองประกันออมทรัพย์และประกันบำนาญในอีกมุมหนึ่ง
ไม่ใช่มองเพียงว่าได้เงินคืนเท่าไร หรือใช้สิทธิทางภาษีได้หรือไม่ แต่ลองมองว่าเงินก้อนและเงินรายปีจากแผนเหล่านี้ สามารถถูกออกแบบให้เป็น “งบจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณ” ได้อย่างไร
พูดง่าย ๆ คือ ใช้รายได้ของเราในวันนี้ สร้างรายได้อีกชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อช่วยจ่ายเบี้ยแทนเราในวันที่รายได้จากการทำงานหยุดลงค่ะ
มีประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องวางแผนเรื่องอะไรอีก?
เวลาวางแผนประกันสุขภาพ คนส่วนใหญ่มักเริ่มจากคำถามประมาณนี้
- วงเงินค่ารักษาเพียงพอไหม
- ค่าห้องรองรับโรงพยาบาลที่ต้องการหรือไม่
- มีค่าใช้จ่ายร่วม หรือ Copayment อย่างไร
- มีข้อยกเว้นอะไรบ้าง
- คุ้มครองถึงอายุเท่าไร
- ต่ออายุได้ตามเงื่อนไขไหม
คำถามเหล่านี้สำคัญทั้งหมดค่ะ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าหากเจ็บป่วยขึ้นมา ประกันสุขภาพจะช่วยรับภาระได้มากน้อยแค่ไหน
แต่ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่ไม่ควรหายไปจากแผน
เงินสำหรับจ่ายเบี้ยในอนาคต จะมาจากไหน?
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ประกันสุขภาพคือ “ร่ม” ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ค่ารักษาก้อนใหญ่ตกลงมาทำลายแผนการเงินของเรา
ส่วนเงินที่ใช้จ่ายเบี้ย คือ “มือที่ถือร่ม”
ต่อให้เลือกร่มดีแค่ไหน แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีแรงถือ ร่มคันนั้นก็ทำหน้าที่ต่อไม่ได้
ประกันสุขภาพจึงไม่ได้จบในวันที่สมัครผ่าน หรือวันที่ได้รับกรมธรรม์ แต่ต้องวางแผนต่อไปด้วยว่า เราจะรักษาความคุ้มครองนั้นไว้ได้นานแค่ไหน
โดยเฉพาะเมื่อเบี้ยประกันสุขภาพอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ แบบประกัน ประสบการณ์การเคลม หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ การนำตัวเลขเบี้ยของวันนี้ไปใช้เป็นงบสำหรับช่วงเกษียณทั้งหมดจึงยังไม่เพียงพอ
สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่เพียง “มีประกันสุขภาพ” แต่คือ “มีระบบเงินสดที่ช่วยให้เราจ่ายเบี้ยต่อได้”
รู้จัก Health Premium Fund กองเงินที่มีหน้าที่รักษาประกันสุขภาพไว้
ว่านเรียกเงินส่วนนี้ว่า Health Premium Fund หรือกองเงินสำหรับจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพระยะยาว
ชื่ออาจฟังดูเหมือนต้องเปิดบัญชีใหม่ แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นค่ะ
Health Premium Fund ไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง และไม่จำเป็นต้องมาจากเงินก้อนเดียว แต่อาจประกอบด้วยเงินหลายแหล่ง เช่น
- เงินบำนาญ
- เงินคืนหรือเงินครบสัญญาจากประกันออมทรัพย์
- เงินฝากและดอกผล
- รายได้จากการลงทุน
- ค่าเช่าหรือรายได้จากทรัพย์สิน
- สวัสดิการหรือสิทธิรักษาพยาบาลที่ยังคงมีหลังเกษียณ
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อของเครื่องมือ แต่อยู่ที่การกำหนด “หน้าที่ของเงิน” ให้ชัดเจน
เงินบางส่วนมีหน้าที่จ่ายค่าใช้ชีวิตประจำวัน เงินบางส่วนมีหน้าที่ดูแลครอบครัว เงินบางส่วนใช้สำหรับท่องเที่ยว และควรมีเงินอีกส่วนที่ถูกกันไว้เพื่อรักษาความคุ้มครองสุขภาพ
เพราะหากเราใช้เงินเกษียณก้อนเดียวกับทุกเป้าหมาย เงินก้อนนั้นจะดูเหมือนมากในวันแรก แต่จะค่อย ๆ ลดลงจากค่าใช้จ่ายหลายด้านพร้อมกัน จนเราไม่รู้ว่าเหลือเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยในอนาคตหรือไม่
การมี Health Premium Fund จึงช่วยตอบคำถามให้ชัดว่า เบี้ยประกันสุขภาพจะเริ่มออกจากกองนี้เมื่อไร, ต้องเตรียมเงินประมาณเท่าไรในแต่ละช่วงอายุ รวมถึงเงินจะเข้ามาจากแหล่งใด และเข้ามาในจังหวะที่ต้องจ่ายหรือไม่ ที่สำคัญหากเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือรายได้ส่วนอื่นลดลง เรามีเงินสำรองตรงไหน
เมื่อเห็นภาพนี้ เราจะไม่ได้ซื้อประกันแบบแยกชิ้น แต่กำลังออกแบบระบบการเงินที่ให้แต่ละเครื่องมือทำงานร่วมกันค่ะ
ประกันออมทรัพย์ช่วยจ่ายเบี้ยสุขภาพในอนาคตได้อย่างไร?
คำว่า “ประกันออมทรัพย์” ที่หลายคนคุ้นเคย โดยทั่วไปอาจหมายถึงประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งให้ทั้งความคุ้มครองชีวิตและผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของสัญญา บางแบบมีเงินคืนระหว่างสัญญา บางแบบเน้นรับเงินก้อนเมื่อครบสัญญา และบางแบบมีทั้งสองส่วน
จุดที่นำมาใช้กับการวางแผนจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณได้ คือเราสามารถดูตารางผลประโยชน์ที่รับรองล่วงหน้า แล้วออกแบบว่าเงินแต่ละก้อนจะถูกนำไปทำอะไร
ลองเปรียบประกันออมทรัพย์เป็น “ถังเก็บน้ำ” ค่ะ
ช่วงที่เรายังมีรายได้ เราค่อย ๆ เติมน้ำลงในถัง เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เราจึงมีน้ำก้อนหนึ่งไว้ใช้ในช่วงที่แหล่งน้ำประจำอาจหยุดไหล
วิธีนำมาประยุกต์ใช้สามารถทำได้หลายแบบ เช่น
- วางให้เงินครบสัญญาเกิดขึ้นก่อนเกษียณ แล้วกันเงินก้อนนั้นไว้สำหรับเบี้ยสุขภาพ
- วางจังหวะเงินคืนให้ใกล้กับช่วงที่ต้องจ่ายเบี้ยประจำปี
- ใช้เงินครบสัญญาเป็นเงินตั้งต้น แล้วจัดสรรต่อในสินทรัพย์ที่เหมาะกับช่วงวัยและความเสี่ยง
- วางหลายสัญญาต่างช่วงเวลา เพื่อให้มีเงินทยอยครบกำหนด ไม่ต้องพึ่งเงินก้อนเดียว
แต่ต้องย้ำให้ชัดว่า การมีเงินครบสัญญาไม่ได้แปลว่าเงินก้อนนั้นจะเพียงพอสำหรับเบี้ยประกันสุขภาพตลอดชีวิต
ก่อนเลือกแผน เราต้องรู้ก่อนว่าเบี้ยในอนาคตมีโอกาสเป็นเท่าไร ต้องจ่ายต่ออีกกี่ปี และยังมีค่าใช้จ่ายสุขภาพส่วนใดที่ต้องรับผิดชอบเอง
หากเริ่มจากคำว่า “ได้เงินคืนเท่าไร” โดยยังไม่รู้ว่าภาระในอนาคตคือเท่าไร เราอาจได้ผลิตภัณฑ์ที่ดูดี แต่ไม่ตรงกับหน้าที่ที่ต้องการให้เงินทำ
วิธีคิดที่ถูกต้องจึงควรเริ่มจากเป้าหมาย แล้วค่อยย้อนกลับมาเลือกเครื่องมือค่ะ
ประกันบำนาญช่วยสร้างรายได้ประจำเพื่อจ่ายเบี้ยได้อย่างไร?
ประกันบำนาญทำหน้าที่ต่างจากประกันออมทรัพย์เล็กน้อย
หากประกันออมทรัพย์เปรียบเหมือน “ถังเงิน” ประกันบำนาญก็เหมือน “ก๊อกเงิน” ที่ทยอยปล่อยกระแสเงินสดออกมาตามช่วงเวลาที่กำหนด
สำหรับคนที่กังวลว่าเมื่อเกษียณแล้วจะไม่มีเงินเดือน เงินบำนาญสามารถถูกวางหน้าที่ไว้ล่วงหน้าได้ เช่น
- ส่วนแรก ใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำในชีวิต
- ส่วนที่สอง ใช้จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ
- ส่วนที่สาม ใช้ดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อยู่นอกความคุ้มครอง
การแยกหน้าที่แบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะใช้เงินทั้งหมดกับการดำเนินชีวิต แล้วค่อยพบภายหลังว่าไม่มีงบสำหรับต่อประกัน
แต่ก่อนตัดสินใจ ต้องตรวจรายละเอียดให้ครบว่า เงินบำนาญเริ่มจ่ายเมื่ออายุเท่าไร จ่ายถึงอายุเท่าไร จ่ายปีละเท่าไร ส่วนใดเป็นผลประโยชน์รับรอง และส่วนใดไม่รับรอง
เพราะจังหวะเงินสำคัญพอ ๆ กับจำนวนเงิน
หากเราวางแผนหยุดทำงานตอนอายุ 55 ปี แต่เงินบำนาญเริ่มจ่ายตอนอายุ 60 ปี นั่นหมายความว่าจะมีช่องว่างอยู่ 5 ปี ซึ่งต้องเตรียมเงินจากแหล่งอื่นมารองรับ
ในทางกลับกัน หากเงินบำนาญจ่ายเป็นจำนวนคงที่ แต่เบี้ยสุขภาพเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ เงินจำนวนเดิมอาจช่วยได้มากในช่วงแรก และช่วยได้น้อยลงในช่วงหลัง
ดังนั้น อย่าถามเพียงว่า “จะได้รับบำนาญปีละเท่าไร” แต่ควรถามต่อว่า “เงินจำนวนนี้ตรงกับค่าใช้จ่ายปีไหน และยังพอเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่”
ประกันออมทรัพย์หรือประกันบำนาญ แบบไหนดีกว่ากัน?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแบบไหนให้ผลประโยชน์มากกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เราต้องการให้เงินทำหน้าที่แบบใด
หากต้องการเงินก้อนเพื่อเตรียมเป็นทุนก่อนเกษียณ ประกันออมทรัพย์อาจตอบโจทย์บางส่วนได้
หากต้องการกระแสเงินสดเป็นงวดเพื่อช่วยดูแลค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ประกันบำนาญอาจเหมาะกับบทบาทนั้นมากกว่า
และสำหรับหลายคน คำตอบอาจไม่ใช่การเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อาจเป็นการใช้ทั้ง “เงินก้อน” และ “เงินรายปี” ทำงานร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น ใช้เงินครบสัญญาจากประกันออมทรัพย์เป็นเงินสำรองสำหรับช่วงรอยต่อก่อนเกษียณ แล้วใช้เงินบำนาญช่วยจ่ายเบี้ยต่อเมื่อเข้าสู่ช่วงรับบำนาญ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงโครงสร้างตัวอย่าง ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปค่ะ
เพราะแผนที่เหมาะสมต้องดูอายุปัจจุบัน อายุเกษียณ กรมธรรม์สุขภาพที่มีอยู่ ภาระทางการเงิน เงินสำรอง ความสามารถในการชำระเบี้ย และรายได้หลังเกษียณจากแหล่งอื่นร่วมกัน
วิธีคำนวณงบจ่ายเบี้ยสุขภาพหลังเกษียณ โดยไม่เริ่มจากตัวเลขเดา
ว่านไม่แนะนำให้เริ่มจากสูตรสำเร็จ เช่น ทุกคนควรมีเงินหนึ่งล้านบาท หรือทุกคนต้องออมเดือนละเท่ากัน เพราะคนแต่ละคนมีอายุ แบบประกัน ระยะเวลาที่ต้องการความคุ้มครอง และแหล่งรายได้ไม่เหมือนกัน
วิธีที่แม่นกว่าคือเริ่มจากข้อมูลจริงของตัวเองทีละขั้นค่ะ
1. ดูเบี้ยปัจจุบันและตารางเบี้ยตามช่วงอายุ
ขอข้อมูลจากบริษัทหรือตัวแทนที่ดูแลว่า เบี้ยปัจจุบันเท่าไร และมีตารางเบี้ยตามช่วงอายุอย่างไร
อย่าดูเพียงปีนี้ปีเดียว เพราะเป้าหมายของเราคือการวางแผนจ่ายเบี้ยในช่วงที่รายได้จากการทำงานลดลง
2. ตรวจอายุสิ้นสุดความคุ้มครองและเงื่อนไขการต่ออายุ
ดูให้ชัดว่ากรมธรรม์หลักและสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพคุ้มครองถึงอายุเท่าไร ต่ออายุภายใต้เงื่อนไขใด และมีข้อกำหนดใดที่อาจกระทบต่อเบี้ยหรือความคุ้มครอง
3. กำหนดปีที่รายได้ประจำจะลดลง
อายุเกษียณไม่จำเป็นต้องเป็น 60 ปีเสมอไป บางคนตั้งใจหยุดงานประจำตอน 50 ปี บางคนจะขายธุรกิจตอน 55 ปี และบางคนยังทำงานต่อถึง 70 ปี สิ่งที่ต้องระบุให้ชัดคือ ปีไหนที่รายได้จากการทำงานจะไม่ควรถูกนำมาเป็นแหล่งจ่ายเบี้ยอีกต่อไป
4. ทำประมาณการอย่างน้อย 3 สถานการณ์
ไม่ควรใช้ตัวเลขชุดเดียวแล้วสรุปว่าเพียงพอ ควรทำอย่างน้อยกรณีต่ำ กรณีกลาง และกรณีสูง โดยอ้างอิงข้อมูลจริงที่มี พร้อมเผื่อการเปลี่ยนแปลงของเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกความคุ้มครอง
การทำหลายสถานการณ์ไม่ได้ทำให้แผนดูน่ากลัวขึ้น แต่ช่วยให้เราเห็นว่า หากอนาคตไม่เป็นไปตามกรณีที่ดีที่สุด เรายังรับมือได้หรือไม่
5. เผื่อค่าใช้จ่ายที่ประกันสุขภาพไม่ได้จ่าย
นอกจากเบี้ยประกัน ยังอาจมีค่าใช้จ่ายร่วม ค่าใช้จ่ายส่วนเกินวงเงิน รายการที่ไม่อยู่ในความคุ้มครอง ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายในการพักฟื้น ดังนั้น เงินสำหรับสุขภาพไม่ควรเท่ากับค่าเบี้ยเพียงอย่างเดียวค่ะ
เมื่อได้ข้อมูลครบ เราจึงค่อยเปรียบเทียบว่า เงินคืนจากประกันออมทรัพย์ เงินบำนาญ เงินลงทุน และรายได้หลังเกษียณแต่ละแหล่ง จะเข้ามาช่วยจ่ายในปีใดได้บ้าง
สูตรคิดแบบง่ายคือ
เงินที่ต้องเตรียม = มูลค่าปัจจุบันของเบี้ยสุขภาพในอนาคต + เงินสำรองค่าใช้จ่ายนอกความคุ้มครอง – รายได้เฉพาะที่เตรียมไว้สำหรับสุขภาพ
ตัวเลขสุดท้ายจะต่างกันในแต่ละคน แต่สิ่งที่ทุกคนควรมีเหมือนกันคือ แผนที่บอกได้ว่าเงินเข้าจากไหน เงินออกเมื่อไร และช่วงใดมีช่องว่างค่ะ
5 จุดที่ต้องตรวจ ก่อนใช้ประกันออมทรัพย์หรือบำนาญมาจ่ายเบี้ย
ก่อนตัดสินใจ ลองใช้เช็กลิสต์นี้ตรวจแผนให้ครบ
1. เงินเข้าตรงกับปีที่ภาระเริ่มเกิดหรือไม่
หากเงินครบสัญญาหรือเงินบำนาญเริ่มจ่ายหลังวันที่เราหยุดทำงาน ต้องมีแผนสำหรับช่วงรอยต่อให้ชัด
2. ผลประโยชน์ส่วนใดรับรอง และส่วนใดไม่รับรอง
ค่าใช้จ่ายจำเป็นควรพึ่งกระแสเงินสดที่มีความแน่นอนในระดับเหมาะสม ไม่ควรนำผลประโยชน์ที่ไม่รับรองทั้งหมดมาใช้เป็นฐานของแผนโดยไม่เผื่อกรณีที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด
3. เงินที่ได้รับพอกับเบี้ยอนาคต หรือพอแค่เบี้ยวันนี้
ต้องเทียบกับตารางเบี้ยตามอายุและทำหลายสถานการณ์ อย่านำเบี้ยปัจจุบันคูณจำนวนปีแบบตรง ๆ แล้วสรุปว่าเพียงพอ
4. มีเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากหรือไม่
กองเงินจ่ายเบี้ยสุขภาพไม่ควรถูกใช้เป็นเงินฉุกเฉินก้อนเดียวกัน เพราะหากเกิดเหตุจำเป็นก่อนเกษียณ เราอาจดึงเงินออกไปจนแผนระยะยาวเสียหาย
5. ภาระการชำระเบี้ยวันนี้กระทบกระแสเงินสดหรือไม่
แผนที่ดูดีบนกระดาษ แต่ทำให้เงินหมุนในชีวิตจริงตึงเกินไป ไม่ใช่แผนที่เหมาะสม
ต้องเหลืองบสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินสำรองฉุกเฉิน และเป้าหมายสำคัญอื่นด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณ
มีประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องมีเงินสำรองสุขภาพอีกหรือไม่?
ควรมีค่ะ เพราะประกันสุขภาพจ่ายตามขอบเขตความคุ้มครอง ไม่ได้ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่าย และเรายังต้องมีเงินสำหรับเบี้ย ค่าใช้จ่ายร่วม รายการส่วนเกินวงเงิน หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขการเคลม
ประกันออมทรัพย์หรือประกันบำนาญ แบบไหนเหมาะกว่า?
ให้ดูหน้าที่ของเงินเป็นหลัก หากต้องการเงินก้อนและความยืดหยุ่น อาจพิจารณาประกันออมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของแผน หากต้องการกระแสเงินสดเป็นงวดในวัยเกษียณ ประกันบำนาญอาจเหมาะกับบทบาทนั้นมากกว่า หลายกรณีสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ต้องเทียบผลประโยชน์ เงื่อนไข และสภาพคล่องกับข้อมูลจริงของผู้วางแผน
ทำประกันบำนาญแล้ว รับรองว่าจะมีเงินจ่ายเบี้ยสุขภาพพอหรือไม่?
ไม่สามารถรับรองได้จากชื่อผลิตภัณฑ์ค่ะ ต้องนำจำนวนเงินและช่วงเวลาที่ได้รับมาเทียบกับเบี้ยสุขภาพในแต่ละวัย รวมถึงเผื่อการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ หากตัวเลขไม่สัมพันธ์กัน แผนก็ไม่พอได้
สรุปแล้ว เราไม่ได้วางแผนแค่ “ซื้อประกัน” แต่กำลังวางแผนให้รักษาประกันไว้ได้
สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่การไม่มีประกันสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมอยู่แล้ว แล้วต้องยกเลิกในวันที่เริ่มต้องการความคุ้มครองมากขึ้น เพราะไม่มีรายได้สำหรับจ่ายเบี้ยต่อ
ว่านจึงอยากชวนให้มองประกันออมทรัพย์และประกันบำนาญมากกว่าเรื่องเงินคืนหรือสิทธิทางภาษี
หากออกแบบให้เหมาะกับชีวิตจริง เงินเหล่านี้สามารถมีหน้าที่สำคัญ คือช่วยสร้างเงินก้อนหรือกระแสเงินสดสำหรับจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพในวันที่เงินเดือนหยุดลง รายได้จากธุรกิจลดลง หรือเราไม่ต้องการทำงานต่อเพียงเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น
แต่คำว่า “เหมาะสม” ของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ
ก่อนเลือกแบบประกัน ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เราต้องการหยุดทำงานเมื่อไร มีกรมธรรม์อะไรอยู่แล้ว เบี้ยในอนาคตเป็นอย่างไร ต้องการรักษาความคุ้มครองถึงอายุเท่าไร และมีรายได้หลังเกษียณจากแหล่งใดบ้าง
หากคุณมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าหลังเกษียณจะนำเงินจากที่ไหนมาจ่ายเบี้ย หรือกำลังพิจารณาประกันออมทรัพย์และประกันบำนาญ แต่ยังไม่รู้ว่าควรวางเงินก้อนและเงินรายปีอย่างไร ทักมาคุยกับว่านได้ค่ะ
ว่านจะช่วยทำ Health Premium Map โดยนำประกันสุขภาพ รายได้ ค่าใช้จ่าย และอายุเกษียณมาวางบนภาพเดียวกัน
เราจะดูด้วยกันว่า เบี้ยออกเมื่อไร เงินเข้าจากไหน ช่วงใดมีช่องว่าง และควรใช้เครื่องมือแบบใดเข้ามาช่วย โดยเริ่มจากชีวิตและงบของคุณ ไม่ใช่เริ่มจากแบบประกัน
เพราะแผนสุขภาพที่ดี ไม่ควรจบแค่วันที่ซื้อกรมธรรม์ แต่ควรพาเราไปถึงวันที่รายได้จากการทำงานหยุดลง และยังรักษาความคุ้มครองที่จำเป็นไว้ได้อย่างมั่นใจ
หากอยากรู้ว่าแผนปัจจุบันของคุณมี “เงินเลี้ยงกรมธรรม์” เพียงพอแล้วหรือยัง ส่งรายละเอียดที่มีมาคุยกับว่านได้ค่ะ แล้วเราค่อย ๆ วางภาพให้ชัดไปด้วยกัน
Your Moment ☔️ Our Moment
แหล่งข้อมูลประกอบ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการวางแผนทั่วไป ไม่ใช่ข้อเสนอหรือคำแนะนำให้ซื้อแบบประกันใดโดยเฉพาะ ผลประโยชน์ เบี้ยประกัน ความคุ้มครอง การต่ออายุ และข้อยกเว้นแตกต่างกันตามกรมธรรม์ ควรศึกษารายละเอียดและประเมินความเหมาะสมกับฐานะการเงินก่อนตัดสินใจ
