ลองจินตนาการดูสักครั้ง…
คุณกำลังขับรถอยู่บนถนน และในกระเป๋าตรงหน้า มีเงินสดอยู่ 100,000 บาท
ระวังขึ้นไหม? หัวใจเต้นเร็วขึ้นบ้างไหม? มองกระจกหลังบ่อยขึ้นไหม?
ทีนี้ลองเปลี่ยนตัวเลข สมมติว่าในกระเป๋าไม่ได้มีแค่แสนเดียว แต่มี 1 ล้านบาท แล้วคุณขับรถต่างออกไปไหม?
และถ้าเป็น 500 ล้านล่ะ?
คำถามนี้ฟังดูเล่น ๆ แต่มันคือ Insight ที่ว่านได้ยินมาจากงาน Wealth Management ที่โค้ชสง่า พิชญังกูรพูดไว้ และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะช่วยให้ไอเดียกับทุกคนเช่นเดียวกับที่ว่านได้ฟังค่ะ
คุณอาจกำลังพกเงิน 500 ล้านบาทติดตัวอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้ตัว
คุณเคยคิดไหมว่าตัวเองมีมูลค่าเท่าไร?
คำถามนี้อาจฟังดูแปลกอยู่สักหน่อย เพราะเวลาพูดถึงมูลค่า คนส่วนใหญ่มักนึกถึงบ้าน รถ เงินออม หุ้น กองทุน หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่สามารถตีราคาออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่มีทรัพย์สินอยู่อย่างหนึ่งที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่อาจมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งเหล่านั้นรวมกัน นั่นคือ “ความสามารถในการหาเงิน” ของตัวเราเอง
ในชีวิตจริง เราพร้อมจะระมัดระวังทุกอย่างเมื่อมีเงิน 500 ล้านบาทอยู่ในรถ แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเราเองอาจมีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาทเสียอีก
ความสามารถในการหาเงิน คือทรัพย์สินที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
เวลาพูดถึงความมั่งคั่ง เรามักมองไปที่ผลลัพธ์
เราดูยอดเงินในบัญชี
เราดูมูลค่าพอร์ตลงทุน
เราดูบ้านและทรัพย์สินที่ถือครองอยู่
แต่เราไม่ค่อยได้มองย้อนกลับไปยังต้นทางของสิ่งเหล่านั้น
ความจริงแล้ว ก่อนที่เราจะมีบ้านหนึ่งหลัง ก่อนที่เราจะมีเงินลงทุนก้อนแรก หรือก่อนที่เราจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เราต้องมีความสามารถในการสร้างรายได้ก่อนเสมอ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บ้าน รถ หุ้น หรือเงินลงทุน เป็นผลลัพธ์ของความสามารถในการหาเงิน และนั่นทำให้ความสามารถในการหาเงินกลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของคนวัยทำงาน ในโลกการเงิน แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า Human Capital หรือ “ทุนชีวิต”
ทุนชีวิตคือความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และศักยภาพในการสร้างรายได้ของแต่ละคน มันเป็นทรัพย์สินที่มองไม่เห็น แต่กลับเป็นทรัพย์สินที่สร้างทรัพย์สินทุกอย่างที่มองเห็นได้
คุณอาจมีมูลค่ามากกว่าที่คิด
ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากคนคนหนึ่งอายุ 35 ปี มีรายได้เดือนละ 100,000 บาท และทำงานต่ออีก 25 ปี รายได้รวมในอนาคตจะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท
แต่ชีวิตจริงไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
คนส่วนใหญ่เติบโตขึ้นตามประสบการณ์ มีตำแหน่งที่สูงขึ้น มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น บางคนเริ่มทำธุรกิจ บางคนเริ่มสร้างทีม บางคนสร้างองค์กร ตัวเลข 30 ล้านบาทจึงอาจกลายเป็น 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท หรือมากกว่านั้นได้ไม่ยาก
สำหรับเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร หรือผู้ที่สามารถสร้างระบบรายได้ของตัวเองได้สำเร็จ ความสามารถในการหาเงินตลอดชีวิตอาจมีมูลค่าสูงถึงหลักหลายร้อยล้านบาท
นั่นหมายความว่า ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา เราอาจกำลังพกสินทรัพย์มูลค่า 500 ล้านบาทติดตัวอยู่แล้ว เพียงแต่มันไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคาร ไม่ได้อยู่ในพอร์ตลงทุน และไม่ได้อยู่ในโฉนดที่ดิน แต่มันอยู่ในตัวเรา อยู่ในความรู้ที่สะสมมา อยู่ในประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปี อยู่ในทักษะที่เราฝึกฝน และอยู่ในความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น
ทุนชีวิต คือรากฐานของความมั่งคั่ง
ว่านชอบเปรียบเทียบเรื่องนี้กับต้นไม้ค่ะ เวลามองต้นไม้ที่ออกผลสวยงาม คนส่วนใหญ่มักสนใจผลไม้ เพราะเป็นส่วนที่มองเห็นได้ชัดที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้ต้นไม้เติบโตและออกผลได้ ไม่ใช่ผลไม้ แต่คือราก รากเป็นสิ่งที่อยู่ใต้ดิน มองไม่เห็น และมักถูกมองข้าม แต่หากไม่มีราก ต้นไม้ก็ไม่มีทางเติบโตได้
ทุนชีวิตก็เช่นกัน เงินออม บ้าน รถ หุ้น หรือธุรกิจ เป็นผลไม้ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน แต่ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพในการสร้างรายได้ คือรากที่อยู่ข้างใต้ ยิ่งรากแข็งแรง ต้นไม้ก็ยิ่งเติบโตได้มาก ยิ่งทุนชีวิตแข็งแรง ความมั่งคั่งก็ยิ่งมีโอกาสเติบโตได้มากเช่นกัน
บางทีเราอาจกำลังมองข้ามทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด
หลังจากฟังแนวคิดนี้จบ ว่านกลับมาถามตัวเองอยู่คำถามหนึ่ง ถ้าวันนี้ว่านกำลังขับรถพร้อมเงินสด 500 ล้านบาท ว่านคงระมัดระวังมาก แต่ถ้าวันนี้ว่านกำลังใช้ชีวิตพร้อมความสามารถในการสร้างเงิน 500 ล้านบาท ว่านดูแลมันดีพอแล้วหรือยัง
บางทีนี่อาจเป็นคำถามเดียวกันที่เราทุกคนควรถามตัวเอง
เพราะทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิต อาจไม่ใช่สิ่งที่เราเก็บไว้ในธนาคาร แต่อาจเป็นความสามารถในการหาเงินที่เราพกติดตัวอยู่ทุกวันโดยไม่เคยรู้ตัวเลยต่างหาก
คำถามสุดท้ายของบทความนี้ สุดท้ายแล้ว คุณกำลังพกเงินเท่าไรติดตัวอยู่? และคุณดูแลมันดีแค่ไหน?
FAQ คำถามที่คุณอาจจะสงสัย
Q: แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ความสามารถในการหาเงิน” ของตัวเองมีมูลค่าเท่าไร?
ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับทุกคน เพราะแต่ละอาชีพมีเส้นทางการเติบโตต่างกัน แต่หลักคิดง่าย ๆ คือให้ลองประเมินรายได้ที่คาดว่าจะสร้างได้ในอนาคตตลอดช่วงชีวิตการทำงาน รวมถึงโอกาสเติบโตในสายอาชีพ ธุรกิจ หรือการลงทุนที่กำลังสร้างอยู่
สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาตัวเลขที่แม่นยำที่สุด แต่คือการตระหนักว่า มูลค่าของตัวเราอาจสูงกว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก
Q: ถ้าตอนนี้รายได้ยังไม่สูง แปลว่าทุนชีวิตยังมีมูลค่าน้อยใช่ไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป
รายได้ในปัจจุบันเป็นเพียงภาพสะท้อนของวันนี้ แต่ทุนชีวิตคือศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต คนอายุ 25 ปีที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจมีรายได้ไม่มาก แต่ยังมีเวลาอีกหลายสิบปีในการพัฒนาความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถ
ในทางกลับกัน คนที่มีรายได้สูงในวันนี้แต่ไม่พัฒนาตัวเองเลย ทุนชีวิตอาจเติบโตได้ไม่มากนัก
Q: ระหว่างเงินในบัญชีกับความสามารถในการหาเงิน อะไรสำคัญกว่ากัน?
ทั้งสองอย่างสำคัญ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน
เงินในบัญชีคือผลลัพธ์ของสิ่งที่เราสร้างมาแล้ว ส่วนความสามารถในการหาเงินคือเครื่องมือที่ใช้สร้างผลลัพธ์เหล่านั้น
ถ้าต้องเลือกเพียงอย่างเดียว คนที่ยังมีความสามารถในการสร้างรายได้มักมีโอกาสสร้างทรัพย์สินใหม่ได้อีกครั้ง ในขณะที่คนที่มีทรัพย์สินแต่ไม่มีความสามารถในการสร้างรายได้เพิ่ม อาจค่อย ๆ ใช้ทรัพย์สินนั้นจนหมดไป
Q: ทำไมคนจำนวนมากถึงมองข้ามทุนชีวิตของตัวเอง?
เพราะทุนชีวิตเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น
เรามองเห็นบ้าน มองเห็นรถ และมองเห็นยอดเงินในบัญชีได้ทันที แต่เราไม่สามารถเปิดแอปแล้วเห็นมูลค่าของความรู้ ประสบการณ์ หรือความน่าเชื่อถือที่สะสมมาทั้งชีวิตได้
สิ่งที่มองไม่เห็นจึงมักถูกมองข้าม แม้ว่าจะมีค่ามากกว่าสิ่งที่มองเห็นก็ตาม
Q: ถ้าวันนี้ฉันยังไม่มีทรัพย์สินมากนัก ควรเริ่มต้นจากอะไร?
เริ่มจากการมองตัวเองเป็นทรัพย์สินก่อน
แทนที่จะถามว่า “มีเงินเก็บเท่าไร” ลองถามว่า วันนี้ฉันสร้างคุณค่าอะไรได้บ้าง? อีก 5 ปี ฉันจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นแค่ไหน? รายได้ของฉันมีโอกาสเติบโตจากอะไร? ฉันกำลังลงทุนกับทุนชีวิตของตัวเองมากพอหรือยัง?
เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่ ความมั่งคั่งไม่ได้เริ่มต้นจากเงินก้อนแรก แต่เริ่มต้นจากการพัฒนาความสามารถในการหาเงินต่างหาก
Q: แล้วฉันปกป้องทุนชีวิตได้อย่างไร
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ชื่อว่า “ประกันชีวิต” เป็นสินค้าเดียวที่ช่วยแก้ปัญหานี้ค่ะ เราสามารถใช้เงินก้อนเล็ก สร้างทุนชีวิตไว้ในอากาศ เมื่อวันนึงที่เราไม่อยู่ คนข้างหลังของเรา จะได้รับเงินก้อนนี้
ให้เงินก้อนที่ได้จากประกันชีวิตนี้ ทำหน้าที่เสมือนเรายังอยู่ ดูแลคนที่เรารักแทนตัวเรา
