เจาะลึก “ภาษีการรับให้” และ ส่วนเกิน 20 ล้าน! ที่พ่อแม่ต้องรู้

รอยยิ้มของลูกในวันที่ได้รับกุญแจบ้านหลังแรก หรือของขวัญมูลค่าสูงจากเรา คือภาพฝันที่สวยงามที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ค่ะ เรายอมเหนื่อย ยอมประหยัด ก็เพื่อให้มั่นใจว่าวันที่เราไม่อยู่ หรือวันที่ลูกเติบโตพอ เขาจะมีทุนของชีวิตที่หนาพอในการออกไปเผชิญโลกกว้าง

แต่ในความเป็นจริง ความรักที่ไม่ได้วางแผนมักจะมี “ราคา” ที่ต้องจ่ายเสมอ โดยเฉพาะตัวเลข “20 ล้านบาท” ที่กลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง ของขวัญ กับ ภาระภาษี ที่ลูกอาจไม่ทันตั้งตัว

เมื่อ “การให้” ไม่ได้มีแค่เราสองคน แต่มีสรรพากรด้วย

ในวันที่คุณโอนเงินสดให้ลูก หรือโอนคอนโดหรูชื่อคุณให้กลายเป็นชื่อเขา หลายคนเข้าใจว่า “นี่มันเงินฉัน ทรัพย์สินฉัน ฉันให้ลูกมันจะไปผิดตรงไหน?” แน่นอนค่ะว่ามันไม่ผิดกฎหมายแพ่ง แต่มันมีกฎหมายภาษีที่ชื่อว่า ภาษีการรับให้ (Gift Tax) มาเป็นตัวแปรสำคัญ

กฎหมายตัวนี้มองว่า เมื่อมีการโอนทรัพย์สินให้กันฟรีๆ ผู้รับ (ซึ่งก็คือลูก) มีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นเขาจึงต้องมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งรัฐได้กำหนด “เพดานการยกเว้น” เอาไว้ให้เพื่อคุ้มครองความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรักมากเกินพิกัด จนมูลค่าทรัพย์สินพุ่งเกิน 20 ล้านบาทในปีนั้น ส่วนที่เกินจะถูกคิดภาษีทันที 5%

ลองนึกภาพตามว่านนะคะ ถ้าคุณพ่อโอนที่ดินมูลค่า 50 ล้านบาทให้ลูกสาว ส่วนที่ต้องเสียภาษีคือ 30 ล้านบาท (50 – 20 = 30) ภาษี 5% ของเงินก้อนนี้คือ 1.5 ล้านบาท คำถามคือ ในวันที่รับโอนที่ดิน ลูกสาวมีเงินสดในมือ 1.5 ล้านบาทเพื่อไปจ่ายภาษีหรือไม่? ถ้าไม่มี ความหวังดีของคุณพ่ออาจจะกลายเป็นการสร้างความลำบากใจให้ลูกต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อรับมรดกชิ้นนี้


ทำไม 20 ล้านถึงเป็นตัวเลขที่ต้องระวัง?

ตัวเลขนี้ไม่ได้นับรวมทั้งชีวิตนะคะ แต่นับต่อ “ปีภาษี” และนับต่อ “ผู้ให้” ค่ะ นี่คือจุดที่ว่านมองว่าเราสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ในการส่งต่อได้

หากคุณมีทรัพย์สิน 60 ล้านบาทและอยากให้ลูกทั้งหมด ถ้าโอนตู้มเดียวในปีเดียว ภาษีจะมหาศาล แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นการวางแผนภาษีที่เน้นความยืดหยุ่น ทยอยโอนปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท ติดต่อกัน 3 ปี ภาษีส่วนนี้จะกลายเป็นศูนย์ทันที นี่คือพลังของการ “วางแผนล่วงหน้า” ค่ะ


ถ้าให้คนที่ไม่ใช่ “ลูกชอบด้วยกฎหมาย”

จุดนี้ว่านอยากเตือนเป็นพิเศษค่ะ สิทธิพิเศษ 20 ล้านบาทนี้ กฎหมายสงวนไว้ให้เฉพาะ “บุพการีโอนให้ผู้สืบสันดาน” (พ่อแม่ให้ลูก หรือ ปู่ย่าตายายให้หลาน) ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

  • ถ้าคุณพ่อยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ของลูก วงเงินยกเว้นจะลดลงจาก 20 ล้าน เหลือเพียง 10 ล้านบาท เท่านั้น
  • และที่ร้ายแรงกว่าคือ อัตราภาษีส่วนเกินจะพุ่งจาก 5% เป็น 10% ทันที ดังนั้น การตรวจสอบสถานะทางกฎหมายก่อนการโอนทรัพย์สิน จึงเป็นเรื่องที่ว่านให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการจัดโครงสร้างทรัพย์สินครอบครัวค่ะ

กลยุทธ์โอนความรัก แบบไม่ต้องเสียภาษี

เมื่อเราเข้าใจข้อจำกัดเรื่อง 20 ล้านบาทแล้ว เราจะจัดการอย่างไรได้บ้าง?

  1. การใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือ: อย่างที่ว่านบอกไปค่ะ ทยอยโอนตามปีภาษีคือวิธีที่เรียบง่ายที่สุด
  2. การโอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์: มีเงื่อนไขเฉพาะที่น่าสนใจ แต่ต้องระวังเรื่องการประเมินราคา ณ วันโอน
  3. การสร้าง “กองทุนชีวิต” (Wealth Legacy Concept): นี่คือสิ่งที่ว่านอยากให้ทุกคนโฟกัสค่ะ แทนที่เราจะทุ่มเงินสดก้อนใหญ่ไปไว้ที่ลูกจนเสี่ยงเพดานภาษี เราสามารถเปลี่ยนเงินก้อนนั้นมาเป็น “แผนประกันชีวิต” ที่ออกแบบมาเพื่อการส่งต่อโดยเฉพาะ

ทำไมต้องเป็นประกันชีวิต? เพราะตามกฎหมายไทย เงินผลประโยชน์จากการเสียชีวิต (สินไหมมรณกรรม) ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ไม่ถือเป็นภาษีการรับให้ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่ แต่จะส่งตรงถึงมือลูกทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นี่คือหัวใจของการสร้างทุนชีวิตที่มั่นคง โดยที่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเพดาน 20 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาทของภาษีมรดกเลย เพราะเงินก้อนนี้จะถึงมือลูกแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อให้เขาเอาไว้ใช้เป็น “กระแสเงินสด” ในการจัดการทรัพย์สินอื่นๆ หรือแม้แต่เอาไว้จ่ายภาษีมรดกตัวอื่นที่คุณทิ้งไว้ให้


ภาษีการรับให้ VS ภาษีมรดก: เลือกทางไหนดีกว่ากัน?

หลายท่านถามว่านว่า “งั้นรอให้ตอนตายไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ เพราะภาษีมรดกยกเว้นตั้ง 100 ล้าน?” ว่านอยากให้ลองมองมุมนี้ค่ะ

  • ให้ตอนนี้ (ภาษีการรับให้): คุณยังเห็นลูกใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ได้เห็นเขาสร้างตัว แต่เพดานต่ำ (20 ล้าน/ปี) ซึ่งคุณค่อย ๆ ทยอยให้ได้
  • ให้ตอนหน้า (ภาษีมรดก): เพดานสูง (100 ล้านต่อผู้รับ) แต่เราไม่รู้เลยว่าวันนั้นกฎหมายจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือมูลค่าทรัพย์สินจะพุ่งไปไกลแค่ไหน ซึ่งถ้ามูลค่าทรัพย์สินพุ่งแรง ก็ยิ่งทำให้ภาษีที่ต้องเสียแรงตาม ที่สำคัญต้องเสียภายใน 150 วัน ที่คุณจากไป แม้ว่าจะยังตั้งผู้จัดการมรดกไม่เรียบร้อยก็ตาม

การวางแผนที่กลมกล่อมที่สุดคือ “การผสมผสาน” ค่ะ ส่วนหนึ่งโอนให้เพื่อตั้งตัว อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ในรูปแบบที่บริหารจัดการง่ายและไม่เป็นภาระทางภาษี เช่น แผนการส่งต่อความมั่งคั่งด้วยประกันทุนสูง ซึ่งจะช่วยดูแลทั้งตัวคุณเองในยามเกษียณและลูกหลานในยามที่คุณจากไป


โอนแล้วไม่แจ้งได้ไหม … ความเสี่ยงที่จะตามมา

อย่าคิดว่าการโอนเงียบๆ สรรพากรจะไม่รู้นะคะ ปัจจุบันระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงกันหมด ตั้งแต่กรมที่ดิน ธนาคาร ไปจนถึงตลาดหลักทรัพย์ การมีกระแสเงินสดไหลเข้าบัญชีลูกจำนวนมากโดยไม่มีที่มาที่ไป คือ Red Flag สำคัญที่อาจนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งมีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่แพงกว่าค่าภาษีหลายเท่าตัว

การเข้ามาปรึกษาเพื่อวางแผนภาษีจึงไม่ใช่เรื่องของการเลี่ยงภาษี แต่มันคือการทำให้ทุกอย่าง “ถูกที่ ถูกเวลา และถูกวิธี” เพื่อความสบายใจของทุกคนในครอบครัว


FAQ – เรื่องภาษีรับให้ที่หลายคนยังคาใจ

  • Q: พ่อให้ 20 ล้าน แม่ให้ 20 ล้าน ในปีเดียวกัน ลูกต้องเสียภาษีไหม?
  • A: ไม่ต้องเสียค่ะ เพราะกฎหมายนับแยก “ผู้ให้” ดังนั้นพ่อและแม่สามารถแยกกันโอนให้ลูกได้คนละ 20 ล้าน รวมเป็น 40 ล้านได้โดยได้รับยกเว้นทั้งหมดค่ะ
  • Q: ถ้าโอนบ้านมูลค่า 30 ล้านบาท ให้ลูกชายที่จดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว ต้องทำอย่างไร?
  • A: ลูกมีหน้าที่ต้องแจ้งเสียภาษีในส่วนที่เกินมา 10 ล้านบาท โดยเสียในอัตรา 5% คือ 500,000 บาทค่ะ ซึ่งสามารถเลือกเสียแบบ Final Tax (เสียแล้วจบเลย ไม่ต้องเอามารวมคำนวณรายได้ปลายปี) ได้ค่ะ
  • Q: ถ้าเป็นเงินที่ให้ตามเทศกาล เช่น อั่งเปา หรือเงินขวัญถุงวันแต่งงาน นับรวมใน 20 ล้านไหม?
  • A: กฎหมายมองเรื่อง “การให้โดยเสน่หาในโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี” ซึ่งมักจะมีเพดานที่ได้รับการยกเว้นแยกต่างหาก (ปกติคือไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี) แต่ถ้าเป็นการโอนทรัพย์สินชิ้นใหญ่หรือเงินก้อนเพื่อการสร้างตัว ว่านแนะนำให้นับรวมในเพดาน 20 ล้านเพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
  • Q: ถ้าไม่อยากเสียภาษีเลย มีวิธีไหนแนะนำไหม?
  • A: วิธีที่คลาสสิกและทรงพลังที่สุดคือการกระจายทรัพย์สินผ่าน “สัญญาประกันชีวิต” ค่ะ เพราะสินไหมทดแทนไม่อยู่ในข่ายภาษีตัวนี้ และยังเป็นการสร้างเงินสดสภาพคล่องที่เร็วที่สุดให้คนข้างหลัง ลองทักมาคุยให้ว่านช่วยวางแผนให้ได้นะคะ

ส่งท้ายจากใจว่าน…

ความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่และประเมินค่าไม่ได้ แต่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจทำให้ความรักนั้นถูกหักลดหย่อนไปด้วยตัวเลขภาษีที่คุณไม่ได้เตรียมใจ

ว่านเชื่อเสมอว่า “การวางแผนที่ดี คือการแสดงความรักที่รับผิดชอบที่สุด” หากวันนี้คุณเริ่มมีความกังวลเรื่องการส่งต่อมรดก หรืออยากจัดพอร์ตทรัพย์สินใหม่ให้ลูกหลานได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่ผิดกฎหมาย อย่าเก็บความกังวลนั้นไว้คนเดียวเลยค่ะ

ลองแวะมาอ่านแนวคิดการทำงานของว่านได้ที่หน้า Vision เพื่อดูว่าเราจะจูนความคิดให้ตรงกันได้อย่างไร หรือถ้าอยากจะปรึกษาเจาะลึกเคสของครอบครัวคุณโดยเฉพาะ ทักมาคุยกับว่านใน Line OA ได้เลยนะคะ

ว่านยินดีที่จะเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยคุณออกแบบเส้นทางการส่งต่อความมั่งคั่งให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะทุกหยาดเหงื่อของคุณมีค่า และลูกของคุณควรได้รับมันไปอย่างเต็มที่ที่สุดค่ะ


ติดต่อและติดตามว่าน:

Leave a Comment